Holiday ถ่ายภาพ มุมถ่ายภาพ สถานที่ถ่ายภาพในกรุงเทพ สถานที่ถ่ายภาพ กรุงเทพ สถานที่ถ่ายภาพตอนกลางคืน เที่ยวกรุงเทพ วันหยุด แผนที่ การเดินทางไป
 ดูบทความอื่น
 
Custom Search
 

 
  เยือน"กุฎีจีน"ฝั่งธนฯ ยลชุมชนนานาชาติ
คลิ๊กที่ภาพ

โบสถ์ซางตาครู้สอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

แหล่งที่มา : manager.co.th (โดย : หนุ่มลูกทุ่ง)

นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันได้มามีโอกาสเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามายังฝั่งธนบุรีที่ย่าน "ชุมชนกุฎีจีน" เพื่อท่องเที่ยวเยี่ยมเยือนชาวชุนชนเก่าแก่หลากหลายเชื้อชาติ ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม แต่ว่าก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมานฉันท์สันติ สุขมาเป็นเวลากว่า 100 ปีแล้ว

ไหนๆเมื่อมาเที่ยวชุมชนที่มีความหลากหลายแล้ว ฉันก็ขอเลือกรูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลายด้วยเช่นกัน โดยแรกเริ่มฉันขอเปิดประเดิมทริปด้วยการล่องเรือท่อง "คลองบางกอกใหญ่" กันก่อน

สำหรับคลองบางกอกใหญ่ เดิมนั้นก็คือแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเอง แต่หลังจากที่ขุดคลองลัดบางกอกในรัชสมัยพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยา แล้ว แม่น้ำเจ้าพระยาช่วงนี้ก็เริ่มเล็กลง มีบ้านเรือนปลูกอาศัยเพิ่มมากขึ้นจนล้น และในที่สุดก็กลายเป็นเพียงคลองที่ชื่อว่าคลองบางกอกใหญ่ โดยในสมัยก่อนคลองบางกอกใหญ่จะเป็นเส้นทางหลักของพ่อค้าแม่ขายทั้งชาวไทยและ ต่างประเทศที่ใช้สัญจรไปมาเพื่อทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน

คลองบางกอกใหญ่ถึงแม้จะไม่ใหญ่สมชื่อ แต่ก็มีสิ่งสวยงามมากมายให้ฉันได้ชม อย่างเช่นวัดโมลีโลกยาราม ที่มีความสำคัญมากในสมัยกรุงธนบุรี คือเป็นวัดที่นำพระศพของพระเจ้ากรุงธนบุรีผ่านทางท่าน้ำวัด และเมื่อออกจากคลองบางกอกใหญ่เราก็จะพบกับป้อมวิชัยประสิทธิ์ ป้อมแห่งนี้มีอายุราว 327 ปี ซึ่งมีความเก่าแก่มาก จึงทำให้การมาล่องเรือในครั้งนี้เปรียบได้กับการย้อนไปในประวัติศาสตร์ เพื่อเรียนรู้ความเป็นมาของฝั่งธนฯอย่างชัดเจนและถ่องแท้

หลังใช้เวลากับการล่องเรืออยู่พักใหญ่ ฉันก็เปลี่ยนบรรยากาศมาเดินเที่ยวทางบกกันบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้สัมผัสวิธีชีวิตคนฝั่งธนฯอย่างลึกซึ้ง ที่แรกที่ฉันได้เดินมาสัมผัสคือ โบสถ์วัดซางตาครู้ส คำว่าซางตาครู้สในภาษาโปรตุเกสหมายถึง กางเขนศักดิ์สิทธิ์ โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่พระราชทานจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ลักษณะของอาคารจะเป็นแบบผสมผสาน และที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นหอคอยทรงโดมที่มีความงดงาม ภายในโบสถ์ยังตกแต่งด้วยกระจกหลากสีสันถึง 39 บาน ซึ่งกระจกทุกบานผลิตที่ประเทศฝรั่งเศสและส่งตรงมายังโบสถ์แห่งนี้โดยเฉพาะ และยังเป็นวัดคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกในฝั่งธนฯฯอีกด้วย

เมื่อออกจากโบสถ์ซางตาครู้สฉันก็เดินต่อไปบ้านขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมชนิดนี้เป็นชื่อที่ใช้เรียกตามฝรั่งชาวโปรตุเกสซึ่งเป็นผู้นำวัฒนธรรม เรื่องอาหารโดยเฉพาะขนมหวานเข้ามาเผยแพร่ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และไม่เฉพาะขนมฝรั่งกุฎีจีนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงขนมกุดสลัง และขนมกวยตัส ซึ่งในปัจจุบันบ้านที่จะทำขนมฝรั่งกุฎีจีนเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียง 2 หลังเท่านั้น

หลังกินขนมเพิ่มพลังกันแล้วสถานที่ต่อไปที่ฉันต้องเดินทางไปต่อ คือ ศาลเจ้าเกียนอันเกง เป็น ศาลเจ้าของชาวจีนฮกเกี้ยน สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วยสถาปัตยกรรมจีนในสมัยราชวงศ์เชง เพื่อประดิษฐานองค์พระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม

การได้มาที่ศาลเจ้าเกียนอันเกงทำให้ฉันรู้ว่าชาวจีนได้เข้ามามีบทบาท ต่อประเทศไทยของเราตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ทำให้กุฎีจีนแห่งนี้มีความสำคัญต่อชาวกรุงธนฯ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวคนหลายเชื้อชาติเข้าไว้รวมกัน และสันนิษฐานว่ากุฎีจีนที่เรียกกันมานานนั้น ได้มาจากชาวจีนที่มาตั้งรกรากอาศัยอยู่ก่อนแล้ว

ห่างจากศาลเจ้าเกียนอันเกงไปไม่กี่เมตรฉันก็พบกับ วัดกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงขนาดใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา การก่อสร้างจะคล้ายกับวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีพระขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ พระขนาดใหญ่ที่ว่านั้น คือ "หลวงพ่อโต" หรือที่ชาวจีนเรียกว่า "ซำปอกง" หรือ "ซำปอฮุดกง" ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานนามพระองค์นี้ให้สอดคล้องกับพระประธานในวิหารหลวงวัดพนัญเชิงว่า "พระพุทธไตรรัตนนายก"

วัดกัลยาณมิตรแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่มีส่วนผสมของความเป็นจีนและไทย เอาไว้อย่างลงตัว เพราะจะมีรูปปั้นเทพเจ้าองค์ต่างๆ ของทางประเทศจีนประดิษฐานอยู่ จึงไม่แปลกเลยถ้าเราไปวัดนี้แล้วจะเห็นคนจีนเดินเข้าออกวัดเพื่อมานมัสการ หลวงพ่อโตอย่างคับคั่ง

ในย่านกุฎีจีนแห่งนี้นอกจากจะมีวัดของคนไทย โบสถ์ของฝรั่ง และศาลเจ้าของชาวจีนแล้ว ยังมีมัสยิดที่เป็นของมุสลิมอีกด้วย ชื่อว่า มัสยิดบางหลวง (กุฎีขาว) เป็นมัสยิดแห่งเดียวที่สร้างเป็นอาคารแบบโบสถ์ในพุทธศาสนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมของไทยและมุสลิม และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นมัสยิดแห่งเดียวในโลกที่สร้างในลักษณะโบสถ์ของไทย ภายในมัสยิดจะปูพื้นด้วยหินอ่อน หน้าต่างแต่ละบานจะตกแต่งด้วยจานสีขาวที่เขียนบรรยายเกี่ยวกับคัมภีร์ทาง ศาสนาอิสลาม ความรู้สึกที่ฉันสัมผัสได้จากมัสยิดแห่งนี้ คือ ความมีน้ำใจของชาวมุสลิมที่ต้อนรับเราเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าจะต่างศาสนาก็ตาม

ที่มัสยิดบางหลวงนี้ฉันได้พบกับคุณลุงทำเนียบ แสงเงิน ที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์มัสยิดต้นสน ซึ่งเล่าให้ฉันฟัง ชุมชนกุฎีจีนและกุฎีขาวมีความรักใคร่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี และเป็นอย่างนี้มาหลายร้อยปีแล้ว เพราะว่าชาวบ้านในบริเวณนี้จะเป็นเครือญาติกัน คนต่างศาสนาก็สามารถแต่งงานกันได้ จึงทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง อยู่กันอย่างสันติสุข พึ่งพาอาศัยกัน บ้านไหนมีงานก็จะไปช่วยกัน แต่ถ้ามีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาชาวมุสลิมก็จะไม่เข้าร่วม เนื่องชาวมุสลิมจะถือเรื่องนี้มาก

ลุงทำเนียบเล่าให้ฉันฟังต่ออีกว่า คนต่างศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ถ้าเราเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน และการศึกษาก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนเข้าใจกัน เราต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ให้ตรงกัน จึงจะเกิดความเข้าใจร่วมกัน การศึกษาที่ว่านั้นไม่ใช่แต่ที่ห้องเรียนเท่านั้น ต้องศึกษาศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียบประเพณี และต้องยอมรับหรือรับเอาวัฒนธรรมของต่างศาสนามาบ้าง เพื่อมาปรับใช้กับศาสนาของเรา และให้ได้ประโยชน์สูงสุด ในอนาคตข้างหน้าชุมชน 2 ชุมชนนี้จะจัดกิจกรรมร่วมกัน คือ เปิดชุมชนเพื่อแสดงให้คนต่างชุมชนได้รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณี และการสร้างชุมชนเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี

แล้วฉันก็เดินออกจากมัสยิดบางหลวงด้วยใจที่เบิกบานอิ่มเอิบ เพราะได้รับรู้เรื่องราวที่ทำให้สุขใจ จากปากคำบอกเล่าของคนในชุมชน

สถานที่ต่อไปที่ฉันจะต้องไปดูและสัมผัสกับอีกอารยธรรม คือ วัดมอญ หรือวัดประดิษฐาราม วัด แห่งนี้เองเป็นจุดที่ฉันลงเรือก่อนจะล่องเรือไปในแม่น้ำเจ้าพระยา จุดที่สังเกตได้ว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดของชาวมอญ ก็คือเสาหงส์ที่ตั้งอยู่บริเวณริมรั้วของวัด ถ้าวัดไหนมีเสาหงส์ตั้งอยู่นั่นก็แสดงว่าวัดแห่งนั้นเป็นวัดมอญ และที่เด่นไม่แพ้กันอีกอย่าง คือ เจดีย์คู่ทรงมอญ ซึ่งจะประดิษฐานอยู่หน้าวัดใกล้ๆกับประตูวัด รูปร่างของเจดีย์คู่ทรงมอญนี้จะมีฐานเหลี่ยมและมีฉัตรอยู่ด้านบนสุดของ เจดีย์ ในอดีตนั้นชาวมอญส่วนใหญ่จะได้รับเลือกให้เป็นฝีพายหลวง เพราะชาวมอญมีความสามารถทางด้านการพายเรือ

และวัดมอญก็เป็นวัดสุดท้ายที่ฉันได้มาศึกษาวัฒนธรรม การเดินทางอาจจะจบลงพร้อมกับพระอาทิตย์ที่ตกดินในวันนี้ แต่ความทรงจำและความอิ่มเอมใจยังคงไม่จบลงไปพร้อมกับพระอาทิตย์ เพราะความสุขและความประทับใจในวันนี้ยังคงอยู่ แต่ถ้าวันไหนมีเวลามากกว่านี้ และต้องการจะศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมต่างเชื้อชาติที่สามารถรวมกัน อยู่อย่างสงบสุขได้ แน่นอนว่าฉันต้องเลือกมาที่นี่อีกครั้งแน่ๆ

ชุมชนกุฎีจีน ตั้งอยู่บนถนนเทศบาลสาย 1 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี มีรถเมล์สาย 3, 6, 9, 40, 42, 43, 56 ผ่านหน้าโรงเรียนศึกษานารี จากนั้นเดินเข้าซอยกุฎีจีน จะพบโรงเรียนซางตาครู้สศึกษาและโบสถ์ซางตาครูสอยู่ข้างกัน แล้วเดินลัดเลาะริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปที่ศาลเจ้าเกียนอันเกง ต่อไปอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะพบกับวัดกัลยาณมิตร มัสยิดบางหลวงย่านกุฎีขาว จากนั้นก็เดินข้ามถนนอิสรภาพ 35 ไปที่วัดมอญ





[ ปิดหน้าต่างนี้ ]




ร่วมต่อต้านสแปม! คลิกที่นี่! © All Right Reserved.